บทที่ 10 กลืนน้ำลายตัวเอง

ในชั่วขณะนั้น ทั้งห้องปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน สายตาทุกคู่จับจ้องที่ฉู่เยว่โดยพร้อมเพรียงกัน

"เจ้าพูดอะไรออกมาฉู่เยว่? เจ้าจะพูดจาพล่อย ๆ เพื่อเป็นพยานให้มันไม่ได้นะ"

ในตอนที่ฉู่เวยกล่าวเช่นนั้น มันจ้องเขม็งไปยังฉู่เยว่ ด้วยสายตาที่บ่งบอกว่า นี่คือสัญญาณเตือน ความหมายของมันนั้นชัดเจนโจ่งแจ้ง เพราะฉู่เยว่ดันพูดความจริงที่มันต้องการซ่อนไว้

"ข้ามิได้งี่เง่าพูดจาไร้สาระ วันนั้นตอนที่ฉู่เจินและฉู่เฟิงท้าพนันกัน ข้าก็อยู่ตรงนั้นด้วย แล้วฉู่เจินเอง เจ้าเองนั่นแหละที่ขอให้ข้าเป็นพยานให้"

ในตอนนั้น ฉู่เยว่ไร้ซึ่งความหวั่นเกรงต่อฉู่เวยอีกต่อไป นางยืนข้างฉู่เฟิง ราวกับต้องการบอกให้คนที่อยู่ในห้องนี้รู้ว่านางอยู่ฝ่ายไหน

ครานั้นไม่ใช่เพียงแค่ฉู่เจินเท่านั้น แม้กระทั่งฉู่เฉิง ฉู่เวยและคนส่วนใหญ่ในสกุลฉู่ก็เริ่มหน้าเผือดสีขึ้นมาในทันที

พวกมันไม่คาดคิดมาก่อนว่า ฉู่เยว่จะทำเพื่อฉู่เฟิงเช่นนี้ เพราะการทำแบบนี้ก็เหมือนกับเป็นปฏิปักษ์กับคนสกุลฉู่ทั้งตระกูลอีกด้วย

อันที่จริง แม้กระทั่งฉู่เฟิงเองก็ยังประหลาดใจ เพราะการกระทำเช่นนี้ ราวกับว่าฉู่เยว่ยอมเป็นศัตรูกับคนมากมาย ใจของมันร้อนวูบขึ้นมา

"ฉู่เจินเจ้าจะตระบัดสัตย์ไม่ชดใช้หนี้รึ?" ฉู่เฟิงตั้งใจกดดันบีบคั้นเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ในเมื่อฉู่เยว่เป็นประจักษ์พยานให้มันเช่นนี้ มันมิอาจคิดว่าฉู่เจินจะกล้าปฏิเสธ

"ข้า…" ใบหน้าฉู่เจินเหยเก เพราะมันมิอาจคิดคำตอบให้คำถามนั้นได้

ในแต่ละปี สกุลฉู่จะมอบหญ้าเซียนทิพย์ให้สมาชิกในครอบครัวคนละต้น นอกจากต้นที่ได้รับมานั้น ไม่มีหนทางอื่นที่จะได้รับเพิ่มอีกเลย

ปีนี้ฉู่เจินเพิ่งได้รับหญ้าเซียนทิพย์มา และมันก็เตรียมการที่จะใช้เพื่อพัฒนาพลังทิพย์ยุทธ์ให้ไปถึงห้วงที่สี่ แล้วมันจะมอบให้คนอื่นได้อย่างไรเล่า?

"อืม ถ้าเป็นความจริงแล้วอย่างไรเล่า?"

"เจ้าเข้าสำนักมังกรครามพร้อมกับฉู่เจิน มันผ่านเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในเมื่อสองปีที่แล้ว ส่วนเจ้าช้าไปสองปี"

"เรื่องนั้นไม่ต้องบอกข้า พี่ชายเจ้าควรรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น"

"ถ้าเจ้าตระบัดสัตย์ไม่ยอมชดใช้หนี้ ก็ยอมรับมาเถอะ ข้าทำเป็นลืมเสียก็ได้ แต่เจ้าต้องให้มันยอมรับด้วยตัวเองว่า วาจาของมันดั่งผายลม และเชื่อถืออันใดไม่ได้เลย" ฉู่เฟิงไม่ยอมปล่อยมันไปง่าย ๆ

"เจ้า…" ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้ฉู่เจินกัดฟันกรอดด้วยความเกรี้ยวโกรธ มันมิอาจปฏิเสธอะไรได้เลย ด้วยความที่ว่ามันคือเรื่องจริง

"ฮ่า ฮ่า น่าขันสิ้นดี ตระบัดสัตย์ไม่ชดใช้หนี้เรอะ? ข้าเคยพูดอะไรแบบนั้นเมื่อไหร่?"

"เจ้าเอาหญ้าเซียนทิพย์ของฉู่เจินไปก็ได้ แต่เจ้าก็ต้องยอมรับต่อหน้าธารกำนัลว่า เจ้าเป็นขยะที่ไร้ค่าในตระกูลฉู่ และเป็นไอ้งั่งที่ใช้เวลาถึงห้าปีจึงผ่านการทดสอบเป็นศิษย์ฝ่ายใน"

"ข้าพูดถูกหรือไม่พี่น้องทุกท่าน?" ฉู่เฉิงเปล่งเสียงดังสนั่น

"ถูกแล้ว ฉู่เฉิงพูดถูก"

"อย่างที่บอก ถ้าเจ้าอยากได้หญ้าเซียนทิพย์ ก็ต้องยอมรับว่าเจ้ามันขยะ ถ้าเจ้ายอมรับล่ะก็ ข้าก็จะยินยอมมอบหญ้าเซียนทิพย์กับเจ้าโดยไม่มีข้อแม้ ถือว่าเมตตาให้กับยาจกอย่างเจ้าละกัน" ฉู่เฉิงยกมือขึ้นพร้อมทั้งแผดเสียง และคนที่เหลือตะโกนตอบโดยอัติโนมัติ

นอกจากฉู่ยวน ฉู่กูหยู่ และฉู่เยว่แล้ว คนในตระกูลฉู่ต่างไม่ชอบฉู่เฟิง พยายามต้องการขับไล่มันออกจากสกุล

ดังนั้นจะเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินเหตุแค่ไหนก็ไม่สำคัญ ตราบเท่าที่เกี่ยวข้องกับฉู่เฟิง ทุกคนก็พร้อมจะคล้อยตาม เพียงแค่ให้ฉู่เฟิงรู้สึกต่ำตม

"ฉู่เฉิง อย่าสร้างปัญหาโดยไร้เหตุผล นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างฉู่เจินกับฉู่เฟิง พวกเจ้าทุกคนไม่เหมาะที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้" ฉู่เยว่ตะโกนขึ้น

"เราไม่เหมาะที่จะยุ่งเรื่องนี้งั้นรึ แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าเป็นพี่ฉู่เจิน แต่กลับเข้าข้างคนนอกไม่มีหัวนอนปลายเท้าเช่นนั้น เจ้ายังนับว่าตนเองเป็นคนสกุลฉู่อีกงั้นรึ?" ฉู่เฉิงโต้ตอบด้วยความเกรี้ยวกราดและอาฆาตแค้น

"ข้ามองเป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่ได้มองที่ตัวบุคคล ในกรณีนี้ ฉู่เฟิงไม่ใช่คนนอก มันก็เป็นส่วนหนึ่งของสกุลฉู่เช่นเดียวกัน"

"ไม่ว่าเจ้าจะมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหรือไม่ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นฉู่เจินก็เป็นน้องชายแท้ ๆ ของเจ้า เจ้าไม่รู้รึว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ"

"เจ้าไม่ต้องหาเหตุผลใด ๆ มาอ้างหรอก" ฉู่เยว่โกรธฉู่เฉิงจนร่างสั่นเทิ้ม

ทว่าฉู่เฟิงจับไหล่ฉู่เยว่และดึงนางมาด้านหลัง

แม้ว่าใบหน้าของฉู่เฟิงจะยังคงแขวนรอยยิ้มฉาบไว้บนใบหน้าเช่นเคยมา ทว่าสายตาของมันกลับแข็งกร้าว มันเงียบงันชั่วขณะ แล้วกล่าวอย่างแช่มช้าว่า "ข้าจะถามเพียงคำถามเดียว เจ้าจะมอบหญ้าเซียนทิพย์ให้ข้าหรือไม่?"

"หึ… ฉู่เฟิง อย่ากล่าวหาว่าพวกข้าเล่นแง่กับเจ้าเลย แต่เจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะได้หญ้าเซียนทิพย์ของฉู่เจินต่างหาก"

"เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ข้าจะให้โอกาสเจ้าประลองกับฉู่เจินหน่อยเป็นไร ถ้าเจ้าชนะ นั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีคุณสมบัติที่จะได้หญ้าเซียนทิพย์อันล้ำค่านี้ไป"

"ฉู่เยว่ อย่าหาว่าข้าพูดจาไม่มีเหตุมีผลล่ะ ข้าเอาหญ้าเซียนทิพย์ทั้งหมดนี้เป็นเดิมพันเชียวนะ ถ้าฉู่เฟิงเอาชนะได้ ทั้งหมดนี่ก็จะเป็นของมัน" ฉู่เฉิงหยิบหญ้าเซียนทิพย์ออกมาวางบนโต๊ะในขณะที่พูดเช่นนั้น

ฉู่เฉิงเหลือบมองฉู่เจินในคราวเดียวกัน ฉู่เจินเข้าใจในทันที จากนั้นมันหยิบหญ้าเซียนทิพย์ออกจากกระเป๋ามาวางบนโต๊ะ

"ฉู่เจิน เจ้าเป็นศิษย์ฝ่ายในมาสองปีแล้ว แถมยังมีพลังทิพย์ยุทธ์ห้วงที่สอง"

"ในทางกลับกัน ฉู่เฟิงเพิ่งเข้าเป็นศิย์ฝ่ายใน เจ้าไม่ละอายใจที่จะประลองกับมันงั้นรึ? เจ้าแค่ไม่อยากยอมแพ้ก็เท่านั้น" ฉู่เยว่ยังคงรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมต่อฉู่เฟิง

"หุบปากของเจ้าเสีย เรื่องนี้เจ้าไม่เกี่ยว" ฉู่เฉิงชี้นิ้วไปทางฉู่เยว่ด้วยอาการข่มขู่ จากนั้นก็หรี่ตาเพ่งมองฉู่เฟิง

"แต่ถ้าเจ้าแพ้ก็เอาหญ้าเซียนทิพย์ของเจ้าออกมา เจ้ากล้าหรือไม่?"

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ฉู่เฟิงในทันที เพื่อดูว่ามันจะโต้ตอบอย่างไร

ถ้าฉู่เฟิงปฏิเสธข้อเสนอ พวกมันก็สามารถเหยียดหยามฉู่เฟิง และเรียกมันว่าไอ้ขี้ขลาดตาขาวได้ แต่ถ้าฉู่เฟิงยอมรับฉู่เจินก็จะให้บทเรียนอันล้ำค่ากับฉู่เฟิงได้

ไม่สำคัญว่าฉู่เฟิงตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ คนเหล่านั้นเพียงต้องการเห็นมันถูกเหยียดหยามเพียงเท่านั้น

"ทำไมข้าจะไม่กล้า?" ฉู่เฟิงรับข้อเสนอพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

"ดี เจ้ากล้าหาญทีเดียว แต่ข้าขอบอกเอาไว้ก่อนว่าหมัดเท้าหามีตาไม่ หากเจ้าบาดเจ็บขึ้นมาจะโวยวายร้องไห้มิได้นะ" รอยยิ้มของฉู่เฉิงนั้นช่างน่ารังเกียจนัก

"เสียเวลามากพอแล้ว เข้ามาเลย" ฉู่เฟิงหยิบหญ้าเซียนทิพย์ของมันวางลงบนโต๊ะ จากนั้นเดินไปตรงกลางห้อง

"ฉู่เฟิง…" ฉู่เยว่ดึงฉู่เฟิงไว้ แววตาระริกไหวของนางกำลังเตือนมันว่าอย่าประลองกับฉู่เจิน

ทว่า ฉู่เฟิงพลักมือฉู่เยว่ออก และกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า "เชื่อใจข้าเถอะ"

เมื่อเห็นดังนั้น ฉู่เยว่ไม่อาจทำอะไรได้เลยนอกจากมองมันด้วยความตกตะลึงงงงวย อีกใจหนึ่งนางก็รู้สึกว่าฉู่เฟิงจะชนะการประลองนี้อย่างไม่ต้องมีข้อกังขาใด ๆ

ฉู่เฟิงและฉู่เจินเดินไปตรงกลางโถง ผู้คนในห้องล้อมรอบพวกมันไว้ ผู้คนเหล่านั้นไม่อยากพลาดโอกาสดูถูกเหยียดหยามฉู่เฟิง

"ฉู่เฟิง ดูเหมือนเจ้าจะอยากได้ของจนไม่ห่วงชีวิตเลยนะ"

ฉู่เจินซึ่งนิ่งเงียบมานานก็ยิ้มออกมาในที่สุด ทว่ารอยยิ้มของมันแฝงไว้ด้วยชั่วร้ายยิ่งนัก

การที่ฉู่เฟิงทำให้มันตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าอับอายเช่นนั้น มันรู้สึกโกรธแค้น เมื่อมีโอกาสที่จะสอนบทเรียนให้กับฉู่เฟิง มันจึงไม่รีรอที่จะระเบิดความรู้สึกนั้นออกมา

"หึ หึ หึ" ฉู่เฟิงอมยิ้มและพูดขึ้นว่า "ข้าอยากพูดอะไรสักอย่างกับเจ้า"

"เจ้าช่างพูดจาโอ้อวดโอหังเหลือเกิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าตัวเจ้าอ่อนแอแค่ไหน"

ทันใดนั้น เท้าซ้ายของฉู่เจินก็ก้าวไปข้างหน้า ผู้คนที่อยู่ภายในห้องได้ยินเพียงเสียง 'ฟึ่บ' ก่อนที่ทั้งร่างของมันจะพุ่งด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด

แขนทั้งสองข้างของมันกำลังเคลื่อนไหว หมัดของมันพุ่งจากทุกทิศทาง พลังอันแข็งแกร่งพวยพุ่งจากร่างของมัน จากนั้นพุ่งเข้าใส่ฉู่เฟิงราวกับสัตว์อสูรบ้าคลั่งเลือดเย็น


- โปรดติดตามตอนต่อไป -



บทที่ 10 กลืนน้ำลายตัวเอง