บทที่ 3 การทดสอบเริ่มต้นขึ้นแล้ว

"รางวัลล้ำค่าอะไรกัน?" ฝูงชนล้วนสงสัยและยังเกิดความกังขา
"หรือว่าผู้อาวุโสซูโหรวจะให้ร่างกายของนางเป็นรางวัลรึ?" บางคนมัวคิดเพ้อฝัน กล่าววาจาอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน
ถึงแม้ว่าซูโหรวเป็นผู้อาวุโส ทว่าแท้จริงแล้ว นางกลับมีอายุเพียงแค่ยี่สิบปี เมื่อเทียบกับอาวุโสชราท่านอื่น ๆ ในสำนัก ฝูงชนจึงรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงตัวของนางได้ง่ายกว่า ด้วยเหตุผลทั้งปวง หลายคนจึงไม่พะวงเมื่อเอ่ยวาจาพาดพิงถึงนางเช่นนั้น
 
ซูโหรวเพียงแค่ส่งยิ้มที่เปี่ยมเสน่ห์ เพื่อเป็นการตอบสนองต่อการทึกทักต่าง ๆ นานาของฝูงชน  นางยกนิ้วมืออันเรียวยาวทั้งห้านิ้วขึ้นมา แล้วเอื้อนเอ่ยวาจาว่า "รางวัลล้ำค่าอีกสิ่งคือหญ้าเซียนทิพย์ห้าต้น"
 
"อะไรนะ? หญ้าเซียนทิพย์ห้าต้นเลยรึ?"
"ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่?  รางวัลล้ำค่าคือหญ้าเซียนทิพย์ห้าต้น" เมื่อคำตอบนั้นเปล่งออกมา ทั้งห้องโถงเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ไม่มีผู้ใดสามารถอยู่นิ่งเฉยได้เลย
หญ้าเซียนทิพย์นั้นเป็นสิ่งแสนล้ำค่ายิ่งนัก แม้แต่สกุลฉู่อันลือนาม ก็สามารถเจียดแบ่งให้คนในสกุลได้เพียงหนึ่งคนต่อต้นต่อหนึ่งปี
สำหรับผู้คนทั่วไป หญ้าเซียนทิพย์เปรียบเสมือนสมบัติอันประมาณค่ามิได้  และบางคนก็ไม่เคยเห็นมันมาก่อนด้วยซ้ำ
ครานี้สำนักมังกรครามสามารถมอบเป็นของรางวัลได้ถึงห้าต้น ช่างเป็นสิ่งล่อตาล่อใจเหล่าศิษย์นอกสำนักให้เกิดความฮึกเหิมมากขึ้นจริง ๆ
ทว่าสำหรับฝูงชนส่วนใหญ่ พวกมันทำได้เพียงแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะพวกมันรู้ว่าพวกมันไม่มีโอกาสที่จะได้รับหญ้าเซียนทิพย์เหล่านั้นแน่นอน
แต่สำหรับศิษย์ที่ตั้งอกตั้งใจจะผ่านการทดสอบเป็นคนแรก พวกมันจะกระตือรือร้นที่จะได้ลองลิ้มหญ้าหายากนั้น ทำให้ผู้เข้าคัดเลือกจำนวนมากล้วนตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ๆ
 
ซูโหรวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ พร้อมทั้งโบกมือให้พวกมัน เมื่อนางเห็นว่าบรรดาศิษย์ที่เข้าร่วมทดสอบต่างมีความปรารถนาอันแรงกล้า 
 
"เสียงครั่นครืน" ดังขึ้นด้านหลังซูโหรว  จากนั้นประตูบานใหญ่ ก็ค่อย ๆ เปิดแง้มออกอย่างช้า ๆ
 
"พวกเจ้ามัวแต่รั้งรออะไรอยู่? ไม่อยากจะผ่านการทดสอบงั้นหรือ?" รอยยิ้มของซูโหรวยังคงเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน  ขณะมองไปยังบรรดาศิษย์นอกสำนักที่ตะลึงงัน
 
"ไปได้..."

ในตอนนั้นเอง เสียงไชโยโห่ร้องดังสะเทือนเลื่อนลั่นกึกก้องไปทั่ว  ศิษย์นอกสำนักนับหมื่นวิ่งกรูเข้าไปภายในประตูบานใหญ่ ราวกับฝูงม้าป่าที่ถูกถอดสายบังเหียน

ฉู่เฟิงเคลื่อนไปพร้อมกระแสฝูงชนและถูกผลักไปข้างหน้า ในที่สุด พวกมันก็พาตัวเข้าไปในถ้ำหินปูนส่วนที่ลึกที่สุด

แม้ถ้ำหินปูนแห่งนี้กว้างมหึมา แต่กลับมืดขมุกขมัวจนแทบจะมองไม่เห็นอะไร  ผู้เข้าแข่งขันสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด ซึ่งอาจย่างกรายเข้ามาใกล้ได้ทุกขณะ
 
"ย๊าก! ข้าจะสู้จนตัวตาย เพื่อคัมภีร์ฝึกวรยุทธ์ระดับสี่และเพื่อหญ้าเซียนทิพย์ห้าต้น"

แน่นอนว่ามีผู้คนบางจำพวกที่หมกมุ่นเพียงรางวัลแต่ไม่แยแสชีวิต คนเหล่านั้นรู้แจ้งถึงภัยอันตราย แต่ยังคงพุ่งไปข้างหน้า และไม่คิดจะหันหลังกลับ ทว่าก็มีส่วนน้อยที่ทำเช่นนั้น 
“ซ่า ซ่า ซ่า”
แต่หลังจากวิ่งไปข้างหน้าเพียงร้อยเมตร กลับมีเสียงสายลมพัดดังมาจากด้านหน้า เข็มเงินจำนวนนับไม่ถ้วนถูกยิงออกมาจากกำแพงหิน และพุ่งใส่ฝูงชนราวกับฝนเทกระหน่ำห่าใหญ่ดุจท้องนภารั่ว
"อา..."
"โอ้ย..."
 
ทันใดนั้น เสียงร้องดังระงมไปทั่วทุกสารทิศ บรรดาศิษย์ที่วิ่งอยู่ด้านหน้าได้ถูกเข็มเงินทิ่มแทงอย่างฉับพลันโดยไม่ทันตั้งตัว จำนวนผู้เข้าร่วมการทดสอบมากกว่าครึ่งร่วงลงพื้น 
 
แม้กระนั้นฝูงชนยังคงมุ่งไปข้างหน้าโดยไม่มีทีท่าจะล่าถอย  พวกมันยังคงวิ่งลึกเข้าไปในถ้ำอย่างบ้าคลั่งสุดชีวิต
 
ฝูงชนต่างรู้ว่า แม้เข็มเงินนั้นจะมีความแข็งเเกร่งเพียงใด ทว่ามันไม่ได้ทำอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงเล่ห์กลไก สำหรับผู้คนที่มีพลังทิพย์ยุทธ์ห้วงที่สาม พวกมันก็สามารถหลบเลี่ยงเข็มเงินได้อย่างง่ายดาย ตราบใดที่ระมัดระวังมากพอ
 
ในครานั้น ผู้เข้าร่วมการทดสอบยิ่งวิ่งเข้าไปในถ้ำลึกเท่าไร จำนวนเข็มเงินที่พุ่งออกมาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พวกมันลนลานรับมือแทบไม่ทัน
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้  ฝูงชนเริ่มรักษาระยะห่าง คนที่กำลังวิ่งอยู่ด้านหลังถือโอกาสฉกฉวยประโยชน์ในยามที่โกลาหล พวกมันคือคนที่แข็งแกร่งอย่าง หยางเทียนหยวี่ และ ต้วนหยู่ซวน
 
เมื่อเอ่ยถึง หยางเทียนหยวี่และต้วนหยู่ซวน พวกมันถือเป็นบุรุษที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ
 
ขณะที่ผู้คนอื่น ๆ ต้องระมัดระวังอากัปกิริยาอย่างมาก เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่พายุเข็มเงินนั้น
 
ทว่าพวกมันสองคนเคลื่อนตัวไปราวกับไม่ได้วิ่งย้ำฝ่าเท้าบนพื้น และดูเหมือนว่าพวกมันไม่ได้วิ่งฝ่ากลไกใด ๆ เช่นเดียวกัน ประหนึ่งว่าพวกมันแค่วิ่งแข่งขันกันเพียงเท่านั้น

ฉู่เฟิงตามหลังคนเหล่านั้น เหมือนมันอยู่ในกลุ่มกองทัพของผู้มีพลังทิพย์ยุทธ์ห้วงที่สาม มันทำเช่นนั้นด้วยเหตุผลสองประการ
 
ประการแรก มันไม่ต้องการเป็นจุดเด่น
ประการที่สอง มันไม่ต้องการแสดงพลังอันไร้เทียมทานต่อหน้าธารกำนัลเร็วไปนัก

นั่นคือเหตุผลที่มันเฝ้ารอโอกาสที่จะแซงหน้าฝูงชนเหล่านั้น ในคราเดียวกันมันไม่ต้องการให้ผู้ใดจับสังเกตได้
 
"ต้วนหยู่ซวน เจ้าอายุอานามก็มากกว่าข้า ทว่ากลับไม่สามารถเอาชนะเด็กอย่างข้าได้ เจ้าไม่คิดว่ามันน่าอับอายขายขี้หน้าบ้างรึ?"
 
"หืม  เจ้าเด็กเมื่อวานซืน ในการประลองยุทธ์อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องเอื้อนเอ่ย เพียงความเข็งแกร่งเท่านั้นก็พอ  ถ้าเจ้าต้องการโอ้อวด ก็เอาชนะข้าให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยกล่าววาจาเช่นนั้น"
 
เวลาผ่านไปไม่นานนัก กองทัพเบื้องหน้ามีเพียงเงาคู่หนึ่งที่ปรากฏอยู่ไกลลิบฟ้า ทั้งคู่คือหยางเทียนหยวี่และต้วนหยู่ซวนนั่นเอง

พวกมันทั้งสองมีพลังทิพย์ยุทธ์ห้วงที่สี่ คนหนึ่งมีพรสวรรค์อันทรงพลัง อีกคนหนึ่งเปี่ยมด้วยประสบการณ์อย่างแท้จริง  พวกมันทั้งคู่มีความสามารถค่อนข้างทัดเทียม และการปะทะอันดุเดือนเลือดพล่านก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะพวกมันทั้งสองรู้ดีว่า คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดก็คืออีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง ตราบใดที่เอาชนะอีกฝ่ายได้ รางวัลอันล้ำค่าสำหรับการผ่านบททดสอบ ก็จะตกเป็นของพวกมันคนใดคนหนึ่งที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรก

"ฟู่ ฟู่ ฟู่" จู่ ๆ ก็มีเสียงสายลมพัดมาจากเบื้องหน้า 

ทั้งสองคนประหลาดใจ ขณะจ้องมองอย่างจดจ่อ จนทำให้ต้องชะลอความเร็วลง นั่นก็เพราะหมอกหนาทึบแผ่ปกคลุมหนทางข้างหน้าอยู่จนมิด

ภายในถ้ำหินปูนที่มืดมิด อากาศเย็นเยือก ทั้งยังปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบทั่วทุกหนทุกแห่ง ยิ่งบดบังทัศนวิสัยให้แย่ลงยิ่งขึ้น และยากที่จะหลบหลีกเล่ห์กลไกเหล่านั้น  แม้พวกมันทั้งคู่จะมีฝีมือเก่งกาจเพียงไร แต่ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง และระงับความรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอีกด้วย

"ได้โอกาสล่ะ"
ขณะที่ฝูงคนกำลังชะลอฝีเท้า  ฉู่เฟิงรีบแอบแฝงตัวในเงามืด มันพุ่งไปข้างหน้าอย่างว่องไวราวสายลม ไม่มีแม้เสียงเล็ดลอดออกมา ร่างกายของมันเคลื่อนตัวราวกับลูกศรที่พุ่งออกจากคันไปด้านหน้า
ฟิ้ววววว”

ในครานั้น  ต้วนหยู่ซวนกำลังจดจ่ออยู่กับการเอี้ยวตัวหลบหลีกเข็มเงิน ทันใดนั้นเงาดำทมิฬเงาหนึ่งก็พุ่งผ่านมันไป โดยที่มันยังมิได้ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ จากนั้นเงาดำทมิฬปริศนาก็หายลับไป 

"ความรู้สึกนี้ มันคืออะไรกัน? "

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ต้วนหยู่ซวนระงับความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงในใจ ตอนแรกมันคิดว่าเงาทมิฬนั่นคือหยางเทียนหยวี่ที่พุ่งผ่านมันไป แต่เมื่อมันสังเกตว่าหยางเทียนหยวี่อยู่ด้านหลังไม่ไกลนัก มันจึงเริ่มไม่มั่นใจ
 
คนที่สามารถแซงฝูงคนนับหมื่นได้ผู้นั้น มันไม่ได้เกรงกลัวสิ่งใด และยิ่งเพิ่มความเร็วดุจสายฟ้า

หลังจากวิ่งต่อเนื่องมายาวนาน ฉู่เฟิงไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าแต่อย่างใด ขุมพลังงานภายในร่างกายของมันสามารถใช้ได้ประหนึ่งไม่มีที่สิ้นสุด และยังคงพลุ่งพล่านขึ้นมาจากจุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงแต่ความเร็วและความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ ทว่าพลังการได้ยินและการมองเห็นของมันนั้น มีมากกว่าคนที่อยู่ในระดับเดียวกันเสียอีก อย่างน้อยก็มีมากกว่าต้วนหยู่ซวนและหยางเทียนหยวี่

ฉู่เฟิงมิได้ฉงนสงสัยหรือเคลือบแคลงใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมันรู้ถึงพลังพิเศษบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในตัว 

มันได้เห็นพลังพิเศษนี้เมื่อห้าปีที่แล้ว บัดนี้ความสามารถพิเศษของมันกลับมาแล้ว ทำให้มันมีความมั่นใจที่ยากจะหาใดเปรียบ เพราะไม่มีผู้ใดสามารถเรียกตนเองว่าอัจฉริยะได้เลย เมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชนทั่วทั้งปฐพี

ขณะที่มันวิ่งเร็วราวกับสายลมพัด ในที่สุดมันก็ผ่านด่านเล่ห์กลไกจนออกจากถ้ำหินปูนอันมืดมิด และมาถึงกลางห้องโถงมหึมา

สุดปลายโถงมีแท่นศิลาสูง ด้านบนของแท่นมีของวางอยู่หลายชิ้น นั่นคือคัมภีร์ฝึกวรยุทธ์ระดับสี่และหญ้าเซียนทิพย์ห้าต้น

เมื่อฉู่เฟิงเห็นของเหล่านั้น มันรู้สึกปลื้มปิติอย่างล้นเหลือ ทว่ามันไม่ได้วิ่งเข้าไปคว้าสิ่งของเหล่านั้น  มันกลับหยุดมองไปยังประตูศิลาทั้งสองด้านของห้องโถง

"หลังประตูนั่น คงจะเป็นสัตว์อสูรในตำนานสินะ?" ริมฝีปากของมันโค้งขึ้นด้วยความคาดหวัง
 
มันรู้เพียงว่าการทดสอบนี้เพิ่งเริ่มต้น เดรัจฉานที่มันกำลังจะเผชิญหน้านั้น ทั้งน่าหวาดผวา ดุร้ายกระหายเลือด  จนได้รับการขนานนามว่า "สัตว์อสูร"

"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ผู้อาวุโสซูโหรว ท่านรีบมาดูเถอะ"
"ข้าดูแลที่นี่มานานหลายปี ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นศิษย์ที่ผ่านการทดสอบด้วยความเร็วเช่นนี้ "
ภายในห้องโถงศิลาลึกลับในพระราชวังใต้ดิน ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกำลังจ้องมองแผ่นหินแปลกประหลาด  ความกังขาปรากฏบนสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด
นั่นไม่ใช่แผ่นหินแปลกประหลาดธรรมดา มันเป็นศิลาศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นกลไกภายในพระราชวังใต้ดิน มันจะแสดงปฏิกิริยาบางอย่างเมื่อกลไกทำงาน
พวกมันมองไปยังแผ่นศิลาที่จู่ ๆ ก็มีแสงพวยพุ่งออกมา นั่นหมายความว่า มีผู้ผ่านการทดสอบในด่านเล่ห์กลไกได้แล้ว
ในการทดสอบครั้งที่ผ่าน ๆ มา คนที่เร็วที่สุดที่สามารถผ่านด่านเล่ห์กลไกต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง  ทว่าตอนนี้ คนที่ผ่านด่านนี้ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
 
การเปลี่ยนแปลงนี้ ดึงดูดความสนใจอย่างมาก ผู้อาวุโสนับสิบที่รวมตัวกันอยู่ในห้องศิลาต่างตกตะลึงงงงวยกับเรื่องนี้
 
"ดูเหมือนว่าจะมีศิษย์นอกสำนักที่น่าสนใจในการทดสอบปีนี้"
ซูโหรวนั้นยังคงงงงันอยู่ และเมื่อมองไปที่แผ่นศิลาประหลาด นางก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ  "ถ้าเป็นเช่นนี้ ข้าก็มิอาจปล่อยให้มันผ่านอย่างง่ายดาย ขอข้าเพิ่มความสนุกให้มันน่าสนใจขึ้นหน่อยแล้วกัน"
หลังจากเอื้อนเอ่ยวาจาออกไป ซูโหรวก็เงยหน้ามองศิลาทรงกลมสามก้อนที่ฝังอยู่บนกำแพง
 
ทันใดนั้น นางแสยะยิ้มและกระแทกศิลาสามก้อน “ปัง ปัง ปัง”

"อย่าแตะต้องมัน" เมื่อเห็นว่าซูโหรวกระแทกศิลาเหล่านั้น ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างพากันตื่นตระหนก

แต่มันสายเกินไปแล้ว ศิลาทั้งหมดถูกซูโหรวกดเปิดไปเรียบร้อย

"อะไร? พวกท่านไม่ได้เป็นคนบอกข้าหรอกรึว่า ศิลาเหล่านี้จะปลดปล่อยสัตว์อสูรออกมา?" ซูโหรวมองผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ด้วยความตระหนก และรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดพลาดเสียแล้ว

"ศิลาสามก้อนนี้จะปลดปล่อยสัตว์อสูรออกมาอย่างแน่นอน แต่ทว่ามันไม่สามารถกดเปิดได้ในคราเดียวกัน"

"ถ้าพวกมันถูกกดเปิดในขณะเดียวกัน พวกมันจะปล่อยสัวต์อสูรทั้งหมดที่ถูกคุมขังเอาไว้ออกมา"

"สัตว์อสูรทั้งหมดถูกปล่อยออกมา สัตว์อสูรระดับสองมีสามสิบตัว ระดับสามมีเก้าตัว และมีหนึ่งตัวที่อยู่ในระดับสี่" หลังจบประโยคนั้น ใบหน้าของผู้อาวุโสหลี่ก็ซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาสั่นเครือ

ผู้อาวุโสที่ดูแลที่นั่นเข้าใจความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรเป็นอย่างดี
 
พวกมันดุร้ายเหี้ยมโหดและน่าหวาดผวา  สัตว์อสูรพวกนี้แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกวรยุทธ์ที่อยู่ในระดับเดียวกันหลายเท่า

เมื่อสัตว์อสูรมากมายถูกปล่อยออกมาในเวลาเดียวกัน  การสังหารหมู่ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อคิดว่าศิษย์นับหมื่นในพระราชวังใต้ดินนี้จะถูกสัตว์อสูรเหล่านี้สังหาร ย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่นอน

"ทำไมท่านไม่เตือนข้า"
 
ณ ตอนนั้น สีหน้าของซูโหรวก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน ร่างของนางลอยขึ้นและกลายเป็นกระแสลม เมื่อประตูศิลาเปิดออก นางก็หายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย

"ผู้อาวุโสหลี่ เราควรจะทำยังไงดี?" บรรดาผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างจ้องมองมาที่เขา

"เราจะทำอย่างไรงั้นรึ รีบไปช่วยคนอื่นเร็วเข้าสิ"  ผู้อาวุโสหลี่แผดเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด แล้วพุ่งออกไป


- โปรดติดตามตอนต่อไป - 


บทที่ 3 การทดสอบเริ่มต้นขึ้นแล้ว