หลังจากซูโหรวและอาวุโสท่านอื่น ๆ จากไป ทั้งห้องโถงกลางก็จมอยู่ในความเงียบงัน

สักครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าถี่ ๆ ดังมาจากด้านนอกห้องโถง จากนั้นศิษย์สำนักมังกรครามคนหนึ่งก็วิ่งออกมาจากถ้ำหินปูนอย่างรวดเร็ว

คนผู้นั้นคือต้วนหยู่ซวน หากเทียบกับตัวมันเองก่อนหน้านี้ ดูราวกับว่าต้วนหยู่ซวนก่อนและหลังเริ่มการทดสอบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผมเผ้าของมันยุ่งเหยิง เหงื่อไคลไหลย้อยดุจสายน้ำหลั่งไหล มันหายใจหอบเหนื่อย ต้วนหยู่ซวนรีบวิ่งตรงไปยังแท่นศิลาที่ตั้งตระหง่านราวกับคนบ้า

"ฮ่า ๆ ในที่สุดข้าก็มาถึงก่อน เจ้าเด็กน้อยหยางเทียนหยวี่ เจ้ายังอยากแข่งกับข้าอีกรึ?"

"ข้าอดทนฝึกปรืออยู่ภายนอกสำนักอย่างลับ ๆ เป็นเวลาหกปี เพื่ออะไรน่ะรึ? ข้าบอกเจ้าเอาไว้เลยว่า เพื่อสิ่งนี้อย่างไรเล่า"

ต้วนหยู่ซวนวิ่งพร้อมส่งเสียงร้องราวกับถูกปีศาจเข้าสิง ดวงตาของมันจับจ้องไปยังแท่นศิลา มันไม่ทันสังเกตเห็นซากศพสัตว์อสูรที่เกลื่อนอยู่ในห้องโถงเลยด้วยซ้ำ

"ฟึ่บ"  ต้วนหยู่ซวนกระโจนขึ้นไปยืนบนแท่นศิลาอย่างมาดมั่น

ทว่าขณะที่ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ต้วนหยู่ซวนก้มลงมองแท่นศิลา ประดุจว่าเกิดสายฟ้าพาดผ่านฟ้าโปร่ง และมันก็ต้องตกตะลึงงันในทันใด

นั่นเป็นเพราะบนแท่นศิลานั้นว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เส้นผมสักเส้น

"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน มันเกิดอะไรขึ้น?"

ผ่านไปครู่ใหญ่ ต้วนหยู่ซวนพยายามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง มันเพิ่งจะสังเกตเห็นโลหิตแดงฉานสาดกระเซ็นเนืองนองทั่วห้องโถง พร้อมซากศพของสัตว์อสูรทั้งสี่สิบตัวกระจายเกลื่อนทั่วห้อง

ซากศพของสัตว์อสูรเหล่านั้นช่างสั่นสะเทือนจิตวิญญาณ และทำให้ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว

เป็นภาพที่ทำให้มันสยดสยอง จากจุดที่มันนั่งอยู่บนแท่นศิลาสูง ต้วนหยู่ซวนหันไปมองรอบ ๆ และพบว่าประตูที่จะผ่านการสอบยังไม่ได้เปิดออก

"เกิดอะไรขึ้น?" ต้วนหยู่ซวนไม่รู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ความคิดของมันสับสนปนเปกันไปพัลวัน

"ตึก ตึก ตึก" ขณะนั้นหยางเทียนหยวี่ก็วิ่งออกมา ทว่าเพียงแค่มาถึงทางเข้าห้องโถง มันก็ชะงักงันในทันที

หลังจากเห็นฉากในห้องโถง มันมองต้วนหยู่ซวนที่ยืนอยู่บนแท่นศิลา มันเอื้อนเอ่ยด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง "เจ้า… เป็นคนทำงั้นรึ?"

ต้วนหยู่ซวนแค่นหัวเราะ และกล่าวอย่างขมขื่น "ถ้าข้าบอกเจ้าว่าข้าไม่ได้เป็นคนทำ เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่?"

"แน่นอน! ข้าเชื่อเจ้า เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะมีพลังแข็งแกร่งปานนั้น" หยางเทียนหยวี่เหลือบมองมัน แล้วเดินเข้าไปในห้องโถง มันตรวจสภาพซากศพของสัตว์อสูร

"ให้ตายเถอะ แม้แต่สัตว์อสูรอำมหิตระดับสี่ยังถูกฆ่า นี่มันเป็นฝีมือของใครกัน?"

หลังจากคิดทบทวนอยู่สักพักใหญ่ ทั้งคู่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ พวกมันรู้เพียงว่าคนที่มีระดับพลังทิพย์ยุทธ์มหาศาลผู้นั้นเป็นหนึ่งในศิษย์นอกสำนัก

ในท้ายที่สุด พวกมันก็ยังสงสัยว่า นี่อาจจะเป็นสถานการณ์ที่เหล่าผู้อาวุโสนั้นวางแผนเอาไว้ก็เป็นได้ บรรดาผู้อาวุโสอาจเป็นผู้เอารางวัลไปในฐานะที่มาถึงที่นี่เป็นคนแรก

หลังจากบรรดาศิษย์ที่มีระดับพลังทิพย์ยุทธ์ห้วงที่สามมาถึง บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าก็บังเกิดขึ้น

พวกมันทุกคนคิดว่าเป็นฝีมือของหยางเทียนหยวี่ หรือไม่ก็ต้วนหยู่ซวนที่สังหารสัตว์อสูรเหล่านั้น แล้วทั้งคู่ก็แบ่งสมบัติกัน

ทว่าเรื่องตลกก็คือ ขณะที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากับสายตาแห่งความชื่นชมยินดีจากฝูงชน หยางเทียนยวี่และต้วนหยู่ซวนกลับไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด เหมือนกับว่าพวกมันกลายเป็นคนแรกที่มาถึงอย่างปาฏิหาริย์

ประตูใหญ่ด้านหลังพวกมันเปิดออก และเสียงเชียร์กระหึ่มก็ดังขึ้น ทุกคนมีความสุขอย่างมาก เพราะเมื่อพวกมันเดินออกจากประตูบานใหญ่ พวกมันจะกลายเป็นศิษย์ฝ่ายใน และจะได้เริ่มชีวิตใหม่อันรุ่งโรจน์

ทว่าท่ามกลางเสียงโห่ร้อง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา และดึงดูดความสนใจของทุกคน

มันไม่สวมใส่อาภรณ์ใด ๆ มิหนำซ้ำยังร้องไห้คร่ำครวญอีกด้วย มันสาปแช่งในขณะที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ "ใครกันที่ทำเรื่องเหี้ยมโหดแบบนี้กับข้า? อัดข้าร่วงไม่พอ ยังขโมยชุดข้าไปอีก"

เมื่อเห็นฉากนั้น ฝูงชนต่างพากันประหลาดใจ มีเพียงฉู่เฟิงเท่านั้นที่ยิ้มร่าออกมา มันค่อย ๆ ปลีกตัวออกมาจากฝูงชน พร้อมกันนั้นก็ก้มลงมองเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ที่สมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วนของมันเอง

การทดสอบเพื่อเป็นศิษย์ฝ่ายในได้สิ้นสุดลง จากผู้เข้าร่วมการทดสอบมากกว่าหมื่นคน มีเพียงสองพันคนเท่านั้นที่ผ่านมาได้ ซึ่งนับเป็นจำนวนน้อยนิดเหลือเกิน

พวกมันจะกลายเป็นศิษย์ฝ่ายในของสำนักมังกรครามที่แท้จริง ในขณะเดียวกันพวกมันก็จะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าเมื่อก่อน

เพื่อเป็นการต้อนรับศิษย์ฝ่ายในกลุ่มใหม่ บรรดาผู้อาวุโสจึงได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างอลังการ

จันทราเต็มดวงส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี ด้านในสำนักเต็มไปด้วยผู้คนที่เฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ พวกมันมีความสุขอย่างเหลือล้น

แต่ฉู่เฟิงนั้นไม่ได้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงแต่อย่างใด มันอยู่ในห้องพักใหม่ จากนั้นจึงถอดเสื้อออก พร้อมทั้งสำรวจบาดแผลที่อยู่บนหน้าอก

บาดแผลฉกรรจ์ถูกรักษาอย่างรวดเร็ว ถ้าอัตราความเร็วในการเยียวยายังเป็นเช่นนี้ อีกไม่กี่อึดใจบาดแผลของฉู่เฟิงก็จะหายสนิท พลังการเยียวยานี้มาจากสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในร่างกายของมัน

"เพราะอะไร ทำไมถึงเลือกข้า?"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉู่เฟิงตั้งคำถาม มันถามคำถามนี้กับตนเองนับครั้งไม่ถ้วน แต่ยังไม่เคยได้คำตอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว

มันยังคงจำเหตุการณ์ในคืนนั้นเมื่อห้าปีก่อนได้ ท้องนภาเหนืออาณาจักรมังกรคราม (อาณาจักรชิงโจว) ถูกปกคลุมด้วยสายฟ้าทั้งเก้าสี

ท้องฟ้ายามราตรีสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน ส่วนสายฟ้าเหล่านั้นก็แลบแปลบปลาบราวกับมังกร ฟ้าร้องคำรามลั่นทั่วเวหา พสุธาสั่นสะเทือน ผู้คนต่างคิดว่ามันคือวันสิ้นโลก ทุกอย่างนั้นตกอยู่ในความสับสนอลหม่านภายใต้ความตระหนกตกใจ

ฉู่เฟิงในตอนนั้นอายุเพียงสิบขวบได้วิ่งออกจากประตู มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ลานกว้าง

จนถึงตอนนี้ มันก็มิรู้ว่าเพราะเหตุอันใดถึงทำเช่นนั้น เสมือนมีเวทมนต์ดึงดูดให้มันออกไปที่นั่นในเวลานั้น

จากนั้นสายฟ้าก็ฟาดใส่ร่างกายของมัน

ไม่มีใครมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงแต่ฉู่เฟิงที่รู้ว่าสายฟ้าเก้าสีที่ทำให้คนทั้งโลกตื่นตระหนก สถิตอยู่ภายในจุดตันเถียนของมัน สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์นั้นทำให้ร่างกายของฉู่เฟิงแข็งแกร่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลว่าพลังมหาศาลเช่นนั้นมาอยู่ในร่างมันได้อย่างไร

"ก็ได้ ถ้าเจ้าไม่ตอบ ข้าก็จะไม่ถาม ยังไงเจ้ากับข้าก็ต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดกาล"

ฉู่เฟิงยิ้มด้วยความโล่งอก มันคือโชคไม่ใช่เคราะห์ หากนี่เป็นเคราะห์ร้าย มันก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์คิดจะทำร้ายฉู่เฟิงจริง ด้วยพลังของมันในตอนนี้ อย่างไรเสีย ฉู่เฟิงก็มิอาจมีโอกาสต่อกรได้เลย

แต่จนถึงครานี้สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์กลับทำประโยชน์ให้มันมากมาย ดังนั้นมันไม่จำเป็นต้องคิดมากอีกต่อไป

ฉู่เฟิงสวมเสื้อผ้าและเหลือบมองคัมภีร์ที่หัวเตียง ในคัมภีร์เล่มนั้นมีถ้อยคำหลัก ๆ อยู่ นั่นก็คือ คัมภีร์ทักษะการต่อสู้เคล็ดวิชาระดับสี่ 'เคล็ดวิชาสามอัสนีบาต'

เมื่อมันหยิบคัมภีร์และเริ่มพลิกดู นับเป็นครั้งแรกที่มันได้สัมผัสคัมภีร์ยุทธ์ หัวใจมันเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"เคล็ดวิชาระดับสี่ เคล็ดวิชาสามอัสนีบาต คิดค้นโดยผู้ก่อตั้งสำนักมังกรคราม"

หลังจากฝึกปรือเคล็ดวิชานี้ ผู้ฝึกจะมีความเร็วปานสายฟ้า ทั้งยังมีพลังสะเทือนเลื่อนลั่นดังฟ้าร้อง มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเคล็ดวิชาระดับห้า

หลังจากอ่านคำอธิบาย ฉู่เฟิงสูดลมหายใจลึก และเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจว่า "นี่มันวรยุทธ์ที่คิดค้นโดยบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักมังกรคราม"

เมื่อพันปีที่แล้ว ผู้ก่อตั้งสำนักมังกรครามท่องไปทั่วโลกาและแข็งแกร่งหาใดเปรียบ เขามีพลังในการเหาะบนเวหา ดำดิ่งพสุธา เคลื่อนย้ายภูผา และแหวกมหาสมุทร เขาเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ตัวจริงในด้านการฝึกปรือวรยุทธ์อย่างเที่ยงแท้

ในยุคนั้น สำนักมังกรครามที่นำโดยผู้ก่อตั้งสำนักมังกรครามได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่ง จากบรรดาสำนักต่าง ๆ จากทั่วทั้งเก้าอาณาจักร

มีเพียงผู้เดียวที่สามารถต่อกรกับสำนักมังกรครามได้ นั่นก็คือผู้ปกครองทั้งเก้าอาณาจักร ประมุขของราชวงศ์นั่นเอง

แต่สถานะนี้ไม่จีรังยั่งยืน หลังจากผู้ก่อตั้งสำนักมังกรครามจากไป ความแข็งแกร่งที่ติดอันดับต้น ๆ ได้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันสำนักมังกรครามเป็นเพียงสำนักยุทธ์อันดับสองในอาณาจักรมังกรครามเท่านั้น ทว่าอันที่จริงแล้ว มันเน้นให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้ก่อตั้งสำนักนี้

วรยุทธ์ที่ผู้ก่อตั้งสำนักมังกรครามผู้ล่วงลับคิดค้นขึ้นต้องอยู่ในคัมภีร์เล่มนี้เป็นแน่ ซึ่งไม่มีใครจะได้มาด้วยการร้องขอ แต่จะได้มาด้วยโอกาสเท่านั้น

ขณะที่ฉู่เฟิงกำลังตื่นเต้น มันรีบอ่านวิธีการฝึกอย่างรวดเร็ว และตั้งปณิธานว่าจะต้องฝึกปรือเคล็ดวิชาสามอัสนีบาตให้สำเร็จจงได้

ฉู่เฟิงไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน แต่อย่างน้อยมันก็เข้าใจถึงวิธีฝึกปรือเคล็ดวิชาสามอัสนีบาต

กระบวนท่าแรกคือก่อรูป กระบวนท่าที่สองคือมุ่งมั่น และกระบวนท่าที่สามคือสร้างอัสนีบาต นี่คือกระบวนท่าทั้งหมดต้องฝึกฝนอย่างยากลำบากยิ่งนัก แต่มันอยากทดลองสักครา

หลังจากมันลุกขึ้นล้างหน้าบ้วนปาก มันไม่ได้รู้สึกง่วงแต่อย่างใด ดังนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางหอฝึกวรยุทธ์ของสำนักฝ่ายใน

เหตุผลประการแรก เพราะหอฝึกวรยุทธ์มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ช่วยในการฝึกวรยุทธ์ครบครัน อีกอย่างฉู่เฟิงไม่สามารถแสดงออกว่ากำลังฝึกปรือเคล็ดวิชาสามอัสนีบาต ดังนั้นมันจึงจำเป็นต้องฝึกในสถานที่ฝึกฝนวรยุทธ์เพื่อตบตาคนอื่น ๆ

"สดชื่นจริง ๆ" ฉู่เฟิงเดินเข้าไปยังหอฝึกวรยุทธ์ และทันใดนั้นมีกลุ่มคนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ในโถงกลางอันกว้างใหญ่ของหอฝึกวรยุทธ์

แต่การที่มีฝูงชนจำนวนมากนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะคนที่ผ่านการทดสอบเพื่อเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในเมื่อวานมีอยู่ราวสองพันคน ศิษย์ใหม่เหล่านั้นอาจจะต้องการฝึกเพลงยุทธ์ก็เป็นได้

หอฝึกวรยุทธ์แบ่งออกเป็นหกชั้น ถ้าเลือกเคล็ดวิชาระดับหนึ่งก็ต้องเลือกชั้นหนึ่ง หากต้องการฝึกเคล็ดวิชาระดับสองต้องไปชั้นสอง และสำหรับชั้นสาม ชั้นสี่ ชั้นห้า และชั้นหก เป็นพื้นที่สำหรับเพิ่มทักษะวรยุทธ์

ฉู่เฟิงเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ มันเห็นว่าชั้นที่หนึ่งนั้นเต็มไปด้วยชาวยุทธ์ ชั้นสองดีขึ้นมาหน่อย ส่วนชั้นสามมีคนอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น

ฝูงชนที่อยู่ที่นี่ต่างคาดหวังที่จะกลายเป็นผู้กล้าที่แข็งแกร่ง แม้จะมีคำกล่าวที่ว่า ความแตกต่างของระดับชั้นของวรยุทธ์ ทำให้พลังแตกต่างกันด้วย แต่การฝึกหนักจะให้ผลที่ต่างออกไปเช่นกัน

นั่นคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดฝูงชนจำนวนมากจึงเลือกที่จะฝึกปรือเคล็ดวิชาระดับหนึ่งก่อน เมื่อมีทักษะเพิ่มขึ้น พวกมันจะไต่ไปที่เคล็ดวิชาระดับสอง และเคล็ดวิชาระดับสามเป็นระดับสุดท้าย

แต่ฉู่เฟิงมีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก แม้ว่าวรยุทธ์จะมีไว้เพื่อป้องกันตัว แต่มันเลือกเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุด

"เจ้าหนุ่ม ข้าขอแนะนำว่าเจ้าไม่ควรขึ้นมาชั้นนี้ ที่นี่ไม่เหมาะกับเจ้าหรอก" เสียงของผู้อาวุโสดังขึ้น เมื่อฉู่เฟิงขึ้นบันไดไปถึงชั้นสาม


- โปรดติดตามตอนต่อไป -



แสดงความคิดเห็นและให้คะแนน

5 / 5 คะแนน

1 คน
5
1 คน
4
0 คน
3
0 คน
2
0 คน
1
0 คน
ดี
5
บทที่ 5 บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักมังกรคราม