บทที่ 9 ข้าเป็นพยานให้เจ้าเอง

"ท่านพี่ฉู่เยว่ นี่มัน…" ฉู่เฟิงไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดออกไปได้

"ใช่ หญ้าเซียนทิพย์ไงล่ะ ข้าให้เจ้า มันเป็นส่วนที่ข้าได้สำหรับปีนี้" นางตอบพร้อมกับยัดหญ้าเซียนทิพย์ใส่มือฉู่เฟิง

"ถึงข้าจะต้องการหญ้าเซียนทิพย์ขนาดไหน แต่คงรับมันไว้ไม่ได้หรอก เจ้าลืมไปแล้วรึว่า ข้ายังติดค้างหญ้าเซียนทิพย์กับเจ้าอยู่สองต้น จากคราที่เจ้าเคยมอบมันให้กับข้า" ฉู่เฟิงดันหญ้าเซียนทิพย์กลับไปให้ฉู่เยว่ ขณะเดียวกันก็ดึงต้นออกมาจากกระเป๋าของมันเอง

"ฉู่เฟิงน้องข้า นี่เจ้ายังไม่ได้สลายหญ้าเซียนทิพย์เข้ากับร่างเจ้ารึ?" ฉู่เยว่มองดูหญ้าเซียนทิพย์ต้นนั้นที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ นางคิดว่ามันคือต้นเดียวกับที่เคยมอบให้ฉู่เฟิง

"อืม ข้าสามารถควบคุมพลังในร่างได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้หญ้าเซียนทิพย์ในตอนนี้ ข้าควรคืนให้เจ้าเสียดีกว่า"

"ข้าจะรับหญ้าเซียนทิพย์ของเจ้าได้ยังไง? มันเป็นของเจ้าแล้ว เจ้ารีบใช้มันเถอะ"

"ฉู่เยว่ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าจะคืนให้เจ้าสองต้น ข้าก็จะทำเช่นนั้น เจ้าไม่ได้รับปากกับข้าเช่นนั้นหรอกรึ? หากเจ้าทำเช่นนี้ข้าลำบากใจนะ"

"แต่เจ้ามิได้ใช้หญ้าเซียนทิพย์ที่ข้าให้ไปเลยนี่ แล้วยังเอามาคืนข้าอีก แถมยังเอาของเจ้ามาให้ข้าด้วย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่เอาเปรียบเจ้า?"

"ฉู่เยว่ ข้ารู้ดีว่าเจ้ามีน้ำใจ นอกจากพี่ชายและบิดาข้า ในสกุลฉู่ก็มีเจ้านี่แหละที่ดีกับข้าที่สุด ถือเสียว่านี่เป็นการแสดงความเคารพจากข้าผู้เป็นน้องก็แล้วกัน"

นี่คือถ้อยคำที่ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของฉู่เฟิงอย่างแท้จริง ทุกคนในสกุลฉู่ต่างผลักไสไล่ส่งมัน เมื่อฉู่เยว่ปฏิบัติกับมันด้วยความเอื้อเฟื้ออารี จึงทำให้มันซาบซึ้งยินดีอย่างยิ่ง

เมื่อเห็นถึงความแน่วแน่ของฉู่เฟิง สีหน้าฉู่เยว่ก็ปรากฏร่องรอยความละอายใจ ในขณะที่กล่าวเสียงอ้อยอิงว่า "เจ้าทำเยี่ยงนี้ ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกละอายใจยิ่งนัก จริง ๆ แล้วหญ้าเซียนทิพย์ไม่ได้มาจากข้าหรอก ฉู่กูหยวี่เป็นคนขอให้ข้านำมามอบให้เจ้าต่างหาก"

"พี่ชายข้างั้นรึ?" ฉู่เฟิงตะลึงงันไปชั่วขณะ

ฉู่กูหยวี่เป็นบุตรชายแท้ ๆ ของฉู่ยวน อีกทั้งมันมีศักดิ์เป็นพี่ชายของฉู่เฟิง

มันเข้าฝึกฝนวรยุทธ์ที่สำนักหลิงอวิ๋น สำนักอันดับหนึ่งของแคว้นชิงโจว มันฝึกพลังทิพย์ยุทธ์จนถึงห้วงที่หกตอนอายุสิบเจ็ดปี อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในสกุลฉู่ เมื่อเทียบกับเครือญาติรุ่นเยาว์คนอื่น ๆ ในตระกูล

"ท่านพี่เกรงว่าเจ้าจะรู้สึกลำบากใจ จึงสั่งไม่ให้ข้าบอกเจ้าเรื่องหญ้าเซียนทิพย์นี้กับเจ้า แต่ตอนนี้ข้าคงต้องพูดความจริงแล้ว" ใบหน้าฉู่เยว่แดงก่ำ และเห็นได้ชัดว่านางรู้สึกละอายใจจริง ๆ

"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ข้าก็ยังอยากขอบคุณเจ้านะฉู่เยว่ แม้ว่าหญ้าเซียนทิพย์จะไม่ใช่ของเจ้า แต่ความรู้สึกที่เจ้ามีให้ข้าตลอดหลายปีมานี้ก็เป็นเรื่องจริง อย่างที่ข้าบอกนั่นล่ะ เจ้าจงรับหญ้าเซียนทิพย์สองต้นนี้เถอะ ถือว่าเป็นน้ำใจจากน้องชายคนหนึ่งที่เคารพในตัวเจ้า"

"อีกอย่าง ในอีกไม่ช้าเมื่อเจ้าฝึกฝนถึงขั้นพลังทิพย์ยุทธ์ห้วงที่ห้า หญ้าเซียนทิพย์นี้จะมีความจำเป็นสำหรับเจ้ามากกว่า อย่าปฏิเสธน้ำใจจากข้าเลยนะ" ฉู่เฟิงยังคงพยายามยัดหญ้าเซียนทิพย์ใส่มือฉู่เยว่

"ถ้างั้นข้าจะถือว่ายืมหญ้าเซียนทิพย์จากเจ้าก็แล้วกัน แต่ข้าจะยืมเพียงต้นเดียว อีกต้นหนึ่งขอคืนให้เจ้า" เมื่อเห็นท่าทียืนกรานของฉู่เฟิง นางขบฟันและสามารถรับหญ้าเซียนทิพย์ไว้ได้เพียงต้นเดียวเท่านั้น

อันที่จริง ฉู่เฟิงพูดถูก วรยุทธ์ของฉู่เยว่กำลังจะเข้าขั้นพลังทิพย์ยุทธ์ห้วงที่ห้าในอีกไม่ช้า และขั้นตอนระหว่างนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นหญ้าเซียนทิพย์ต้นนี้จึงมีความจำเป็นกับนางอย่างแท้จริง

"งั้นก็ตามนั้น" ฉู่เฟิงยิ้ม

"เอ้อ ฉู่เฟิง พี่ของเจ้าฝากให้ข้าเอาจดหมายนี้ให้เจ้าด้วย" ฉู่เยว่ล้วงจดหมายออกมาจากผ้าคาดเอว

ในตอนที่รับจดหมายจากฉู่เยว่นั้น ความรู้สึกต่าง ๆ ของฉู่เฟิงทะลักออกมา มันไม่ได้กลับไปสกุลฉู่เป็นเวลาห้าปีแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่ามันไม่ได้เจอบิดาและพี่ชายมาห้าปีแล้วเช่นกัน มันไม่คิดอยากกลับไปที่นั่น เพราะรู้สึกละอายที่จะพบหน้าคนทั้งคู่

ทว่าในระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา ทั้งบิดาและพี่ชายต่างเขียนจดหมายถึงมันแทบทุกเดือนไว้ว่างเว้น นั่นแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่รู้สึกกับมันเช่นไร

"เอาล่ะ เจ้าค่อยกลับไปอ่านตอนถึงเรือนที่พักละกัน ตอนนี้รีบตามข้ามาเร็วเข้าเถอะ เพราะวันนี้เป็นวันที่ดีเหลือเกิน" ฉู่เยว่คว้าแขนฉู่เฟิงและลากมันเข้าไปยังเรือนพัก

แต่ก่อนจะถึงเรือนพัก มันเริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวด มันได้ยินเสียงที่คุ้ยเคยหลายเสียงในเรือนพักแห่งนั้น และทุกเสียงล้วนมาจากคนที่มันเกลียดขี้หน้าทั้งสิ้น

อันที่จริง ทันทีที่ประตูเรือนพักเปิดออก มีผู้คนอยู่ภายในห้องสามสิบสองคน ส่วนใหญ่ล้วนคุ้นหน้าพวกเขา และคนสกุลฉู่ที่เป็นศิษย์สำนักมังกรครามแทบทุกคนก็อยู่ที่นี่

ส่วนคนแปลกหน้าสองสามคนนั้น คงเป็นสมาชิกใหม่ของพันธมิตรสกุลฉู่เป็นแน่

"พวกเจ้าทุกคนดูสิว่าใครอยู่ที่นี่" ฉู่เยว่ตะโกนโลดแล่นอย่างมีความสุข

เมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องมายังทิศที่ฉู่เฟิงยืนอยู่ มันรับรู้ได้ว่าคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์มันยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

"หึ ที่แท้ข้าก็นึกว่าใครกัน มันใช่ไอ้คนที่คอยช่วยเรียกความสนใจจากภายนอกให้สกุลฉู่ของเราหรือเปล่านะ?" เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินมาทางฉู่เฟิง

มันคือฉู่เฉิง พี่ชายของฉู่เจินนั่นเอง มันเข้าเป็นศิษย์สำนักมังกรครามพร้อมกับฉู่เยว่ และตอนนี้มันมีพลังทิพย์ยุทธ์ในห้วงที่สี่แล้ว

"ฉู่เฟิง เจ้าทำอะไรเอาไว้ รู้ตัวหรือไม่?" ฉู่เฉิงชี้นิ้วไปยังฉู่เฟิง สายตาที่มองไม่เป็นมิตรนัก

"ฉู่เฉิง พูดอะไรของเจ้า วันนี้เป็นวันดีนะ หยุดพูดจาไร้สาระเยี่ยงนั้นได้แล้ว" ฉู่เยว่ขัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

"เป็นอะไรฉู่เยว่? ทำไมไม่ให้ข้าพูดถึงเรื่องที่มันทำเอาไว้ล่ะ?" ฉู่เฉิงเหลือบมองฉู่เยว่ จากนั้นก็มองฉู่เฟิง “นี่เจ้าไม่รู้เลยรึว่าทำไรเอาไว้ ฉู่เฟิง? หึ เรื่องงามหน้าเสียด้วย"

"เจ้าดักดานเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักมังกรครามมาตั้งห้าปี ทำให้สกุลฉู่อับอายขายหน้ายิ่งนัก แล้วตอนนี้เจ้ายังมีหน้าโผล่มาเข้าร่วมพันธมิตรสกุลฉู่อีกเรอะ หน้าเจ้าหนาไม่ใช่เล่นเลยนะนี?"

"หุบปากของเจ้าเสียฉู่เฉิง" ฉู่เยว่ฉุน แต่ก่อนที่นางจะทันพูดอะไรมากกว่านั้น ฉู่เฟิงก็ดึงนางเอาไว้

สีหน้าของฉู่เฟิงไม่เปลี่ยน ทว่าในที่สุดมันก็แค่นยิ้มและเอ่ยออกมาว่า "เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าไม่ได้อยากเข้าร่วมกลุ่มของเจ้าแม้เพียงนิด วันนี้ข้ากำลังต้องการการชดใช้ต่างหาก"

"ชดใช้? ชดใช้เรื่องอะไรกัน?" หลังจากได้ยินประโยคเหล่านั้น สีหน้าแววตาของฉู่เฉิงก็เปลี่ยนไป

"น่าขันสิ้นดี เด็กกำพร้าที่ถูกสกุลฉู่เก็บมาเลี้ยง กลับร้องขอการชดใช้จากสกุลฉู่ เจ้าไม่รู้เรอะว่าเป็นเพราะใคร เจ้าถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้?"

"นั่นสิ ช่างน่าละอายนัก" ในคราเดียวกัน สมาชิกสกุลฉู่ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ฉู่เฟิง

ฉู่เฟิงไม่สนใจคำครหาของผู้คนเหล่านั้น ขณะที่มันเดินเข้าไปยังห้องนั้น มันก็เอ่ยขึ้นว่า

"เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา มีใครคนหนึ่งพนันกับข้าว่า หากข้าไม่สามารถผ่านด่านทดสอบเป็นศิษย์ฝ่ายในได้ มันผู้นั้นจะยอมมอบหญ้าเซียนทิพย์ที่มันได้รับในปีนี้ให้แก่ข้า"

"ฉู่เจิน เจ้าคงไม่ได้ลืมเรื่องนี้ไปหรอกนะ?" ฉู่เฟิงเดินไปเผชิญหน้าฉู่เจินอย่างมิเกรงกลัว

ฉู่เจินนั่งเคี้ยวผลไม้อยู่บนเก้าอี้ มุมปากของมันพลันเหยเก และใบหน้าของมันดูบูดเบี้ยวยิ่งนัก

แน่นอนว่าฉู่เจินมิได้ลืมสิ่งที่ตนเองกล่าวเอาไว้ในวันนั้น แม้มันจะกังวลว่าฉู่เฟิงจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่มันก็ยังอยู่ที่นี่ด้วยความจริงใจ หรือไม่ก็เป็นเพราะมันคิดอยู่แล้วว่าฉู่เฟิงจะต้องเป็นตัวปัญหา

"ฉู่เฟิง เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?" ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามข้อกังหาขึ้นมาในทันใด

ในห้องนั้น ชายหญิงส่วนใหญ่ล้วนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉู่เฟิง แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับอายุมากกว่า แน่นอนว่ามันคือฉู่เวยนั่นเอง

"ท่านพี่ฉู่เวยพูดถูก ถ้าเขาพนันกับฉู่เจิน เจ้าก็ต้องมีหลักฐาน มิเช่นนั้น เจ้าก็แค่ถ่มถุยข้อกล่าวหาลอย ๆ ออกมา" ฉู่เฉิงตะโกนขึ้นก่อน เพราะเขาคือพี่ชายของฉู่เซิน

"ถูกต้อง แน่จริงเจ้าเอาหลักฐานมาสิ ไม่งั้นก็อย่าคิดว่า วันนี้เจ้าจะเดินออกไปจากที่นี่ได้" หลังฉู่เฉิงพูดจบ คนสกุลฉู่ส่วนใหญ่ที่อยู่ในห้องนั้นก็เริ่มส่งเสียงโห่ร้องกันกึกก้อง

กระทั่งสมาชิกของพันธมิตรสกุลฉู่ที่เป็นคนนอก ก็ยังสามารถรับรู้ได้ว่า สถานะในสกุลฉู่ของฉู่เฟิงนั้นต่ำต้อยเพียงใด ถ้าคนในสกุลเดียวกันยังเหยียดหยามเด็กหนุ่มคนนี้ พวกมันเองก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

"ข้าเป็นพยานให้ฉู่เฟิงเอง" ทันใดนั้น ฉู่เยว่ที่เงียบงันอยู่นานก็เอื้อนเอ่ยวาจาออกมาอย่างหนักแน่น


- โปรดติดตามตอนต่อไป -


บทที่ 9 ข้าเป็นพยานให้เจ้าเอง